[เมืองอันติง] ร้านติ่มซำ - หมีฟ่านกว่าน -

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-9-3 16:21:48 |โหมดอ่าน


ร้านติ่มซำ - หมีฟ่านกว่าน -
{ เมืองอันติง }









【จตุรัสกลางเมือง - ลานอันลู่ซาน】

ร้านติ่มซำ - หมีฟ่านกว่าน - โดยเถ้าแก่เนี้ยหมี
จำหน่ายติ่มซำนานาชนิด อาทิ
ฮะเก๋า ฝั่นโก๋ เกี๊ยว ขนมจีบ
ขนมกุยช่าย เปาะเปี๊ยะทอด ฟองเต้าหู้ม้วน
ซาลาเปา เสี่ยวหลงเปา หมั่นโถว ซี่โครงหมูน้ำแดง ฯลฯ



ในช่วงเช้ามีโจ๊กจำหน่าย
หากมาสายเกินไปอาหารอาจหมดแล้ว

ทุกท่านสามารถมาโรลเพลย์ทำงานพาร์ทไทม์ประจำวัน
ค่าจ้าง: 100 อีแปะ - 5 EXP (รายวัน)





ชื่อเถ้าแก่: หมี กุ้ยหยา (อดีตซ้อสกุล กง แห่ง ลั่วหยาง)
อุปนิสัยเถ้าแก่: เถ้าแก่เนี้ยหมีเป็นหญิงแกร่งสู้ชีวิต และมีอัตตาสูง
นางหย่าขาดกับสามีขี้เหล้าและหอบทรัพย์สินหนีมาตั้งตัวที่อันติง
อุปนิสัยตรงไปตรงมาและยุติธรรม เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้หากตั้งใจ
ไม่ชอบคนเกียจคร้านไม่ทำงานแบบสามีเก่านาง





โพสต์ 2021-9-3 23:30:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-9-10 08:04


⌜ 2 ⌟

ปฐมบท
คุณหนูผู้ตกยากแห่งอันติง
ฉากที่ 2



          ในเช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่สาง ไก่ยังไม่ขัน นกยังไม่ทันออกจากรังไปหากิน แต่มีมนุษย์ผู้หนึ่งที่ตื่นขึ้นมาอย่างกะปรี้กะเปร่า ง่วนจัดแจงอาหารหมูและเตรียมการหลาย ๆ สิ่งก่อนออกจากบ้านไปที่ทำงาน มันเป็นกิจวัตรประจำวันของเฟินเยว่ที่นางเคยชิน

          “ข้าออกไปทำงานแล้วนะเปาเปา เจ้าอยู่เฝ้าบ้านดี ๆ ล่ะ”

          “อู๊ด...”

          แม้แต่เสียงหมูที่ขานรับยังงัวเงีย มันหงกหัวขึ้นมามองสาวน้อยผู้เป็นเจ้าของก่อนจะเอนหัวลงนอนต่อบนฟูกนิ่ม

          เฟินเยว่สะพายตะกร้าเก็บเห็ดใบใหญ่ขึ้นหลังแล้วออกเดินทางไปยังร้านติ่มซำหมีฟ่านกว่านที่อยู่ในตัวเมือง แม้ระยะทางจะค่อนข้างไกล แต่เฟินเยว่ก็เดินเท้าไปกลับมาหลายปีจนชินชา แต่นางก็ไม่คิดบ่นในความลำเค็ญเพราะบรรยากาศในยามเช้าที่มีหมอกจาง ๆ ปกคลุมช่างงามตา เมื่อหายใจเข้าก็ได้กลิ่นสดชื่นของน้ำค้างบนยอดหญ้า ทิวทัศน์จากเขตชนบทเมื่อมองลงไปยังตัวเมืองอันติงเป็นภาพสวยงามที่มองเท่าไรก็ไม่มีวันเบื่อ ด้วยสุนทรียภาพยามเช้าของทุกวันช่วยเติมเต็มกายและแรงใจได้ดีไม่ว่าเมื่อวานจะพบเจอกับงานที่หนักหนาแค่ไหน และสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดคือภาพของดวงตะวันค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า ย้อมท้องนภาสีเข้มให้ค่อย ๆ สดใส เนตรสีอ่อนที่ทอดมองไปยังแสงอรุณเปล่งประกายระยับไม่แพ้กัน

.
.
.


          “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ยหมี”

          เด็กสาวค้อมศีรษะทักเจ้าของร้านติ่มซำที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารขายด้วยน้ำเสียงสดใส นางวางตะกร้าใบเก่งลงที่ประจำแล้วผูกผมเตรียมพร้อมทำงานเต็มที่

          “อรุณสวัสดิ์เยว่เอ๋อร์ โอ้โห คราวนี้ได้เห็ดกับหน่อไม้มาเยอะเลยนะเนี่ย แถมงวดนี้มีแต่งาม ๆ ทั้งนั้น”

          เถ้าแก่เนี้ยหมีเป็นสตรีวัยกลางคนแต่ก็ยังดูสาวดูสวยและเปี่ยมไปด้วยพลังงานไม่แพ้กับลูกจ้าง นางเดินมาดูของในตะกร้าแล้วเอ่ยชมเปราะ

          “เมื่อวานเข้าไปในป่าลึกหน่อยน่ะเจ้าค่ะ แถบบริเวณนั้นมีแต่เห็ดงาม ๆ ทั้งนั้น คุ้มค่าจริง ๆ เลยล่ะเจ้าค่ะ”

          “ไม่ได้ ๆ นี่เจ้ายังจะเข้าป่าไปลึกกว่าเดิมอีกอย่างนั้นหรือ เจ้าเป็นสตรีแม้ขยันทำงานแต่ก็ต้องรู้จักระวังตัวเองด้วยสิ”

          “แหะ ๆ”

          เถ้าแก่เนี้ยตักเตือนลูกน้องไปด้วยความเป็นห่วง

          นางรับเด็กสาวคนนี้เข้าทำงานมาได้สามปีแล้วเป็นระยะเวลาเดียวกับที่ หมีกุ้ยหยา เพิ่งมาเซ้งร้านทำกิจการใหม่ ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมาเฟินเยว่ไม่เคยหยุดพักหรือมาทำงานสาย ขนาดป่วยไข้ก็ยังมาทำงานโดยไม่อิดออดจนต้องไล่ให้ไปนอนพักหลังร้าน มารู้ที่หลังว่านอกจากทำงานเป็นเสี่ยวเอ้อร์แล้วเฟินเยว่ยังรับงานปักผ้าหรือจักสานภาชนะอะไรก็ตามที่มีคนจ้างอีกด้วย

          เห็นเด็กขยันขนาดนี้ผู้ใหญ่อย่างนางก็พร้อมสนับสนุนและอนุญาตให้เฟินเยว่รับงานอื่นได้หากไม่ทำให้เสียการเสียงาน ซึ่งเด็กสาวก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ช่วงวันหยุดที่ควรจะพักยังเข้าป่าไปหาของ มารู้ว่าที่บ้านของเฟินเยว่ฐานะยากจนและยังต้องเลี้ยงดูท่านยายแก่ชราอีกก็น่าหดหู่ใจ นางจึงรับของป่ามาเป็นวัตถุดิบทำอาหารแลกกับเงินจำนวนหนึ่งอย่างเท่าเทียม

          เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยายของนางเพิ่งเสียไปเถ้าแก่เนี้ยหมีก็เป็นธุระจัดงานศพให้เพราะเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เป็นเสาหลักให้อีกฝ่ายได้พึ่งพา สุดท้ายลูกจ้างเพียงคนเดียวของร้านก็มาขอลาออกด้วยเหตุผลที่น่าตกใจอย่างการออกไปตามหาพี่ชายในเมืองหลวง เรื่องนี้หญิงสาวได้แย้งแล้วขอให้นางไตร่ตรองใหม่ดี ๆ แต่เห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของลูกน้องแล้วก็ไม่มีอะไรจะขัด ได้แต่คิดว่าลูกจ้างคนใหม่ที่จะเข้ามาทำงานครั้งแรกในวันนี้ ถ้าเป็นเด็กดีได้เท่าครึ่งหนึ่งของเฟินเยว่ก็ยังดี

          “เถ้าแก่เนี้ยเจ้าคะ ข้าคิดว่าถ้าติ่มซำร้านเราออกสินค้าใหม่ให้มีความน่ารักขึ้นน่าจะขายดีนะเจ้าคะ”

          อยู่ ๆ เฟินเยว่ก็โพลงขึ้นมาขณะที่กำลังนวดแป้งทำหมั่นโถว

          “เยว่เอ๋อร์ จะให้ขายดีกว่านี้อีกจะทำติ่มซำไม่ทันแล้วนะ” เถ้าแก่เนี้ยกลั้วขำออกมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ขัดหากลูกน้องอยากแสดงความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นผลดีกับร้าน “อ้ะ แล้วเจ้าจะทำออกมาเป็นอย่างไรเล่าที่ว่าน่ารักน่ะ”

          “แบบนี้น่ะเจ้าค่ะ รอสักครู่นะเจ้าคะ”

          เด็กสาวแบ่งเอาแป้งส่วนหนึ่งออกมาผสมกับสีแดงแล้วนวดให้เข้ากันจนได้แป้งสีชมพูอ่อน นำมาปั้นตกแต่งกับก้อนแป้งสีขาวกลายเป็นหมั่นโถวรูปหมูน้อยแล้วแสดงมันให้เจ้าของร้านดู

          “นี่เจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย”



          “อุ๊ย น่ารักจัง” หมีกุ้ยหยารับก้อนแป้งรูปหมูขึ้นมาดูพลิกซ้ายพลิกขวา สีหน้านางดูถูกใจตามประสาหญิงสาวที่ชอบของสวย ๆ งาม ๆ ทว่าก็มีสิ่งที่ต้องคิด “แต่ว่าหากทำเป็นรูปสัตว์ทุกก้อนแบบนี้ก็น่าจะกินเวลานานไปหรือเปล่า จากเดิมที่หนึ่งเค่อจะทำได้สิบชิ้นอาจเหลือเพียงแค่แปดชิ้นเองนะ”

          “จริงด้วยเจ้าค่ะ ข้าเองก็ลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท”

          เด็กสาวยิ้มเจื่อนลงเล็กน้อย ไม่ใช่แค่ระยะเวลาการผลิตที่เพิ่มขึ้น วัตถุดิบที่ใช้ยังมากขึ้นด้วย แม้จะดึงดูดลูกค้าที่เป็นเด็กและสตรีได้ก็จริง แต่กำไรที่ได้รับต่อวันอาจลดลง

          “แต่ก็น่าสนใจนะ เอาไว้ค่อยเอาออกมาทำขายช่วงงานเทศกาลก็ได้ ในวาระพิเศษชาวบ้านก็น่าจะอยากได้อะไรพิเศษ ๆ กัน”

          “เอ๋ จริงเหรอเจ้าคะ ดีจังเลย”

          เฟินเยว่ยิ้มตาปิด อย่างน้อยความเห็นของนางก็ได้รับการอนุมัติแม้ว่าเจ้าตัวอาจไม่ได้มาเห็นผลงานในช่วงงานเทศกาลก็ตาม

          ระหว่างคุยกันไปก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กมาจากหน้าร้าน เวลานี้ร้านยังไม่เปิดไม่มีทางใช่ลูกค้า แต่มาคิดอีกทีก็อาจจะเป็นพนักงานใหม่ที่เข้ามาทำงานแทนที่เฟินเยว่ เป็นเรื่องที่เด็กสาวเกือบลืมไปเลย

          “น่าจะเป็นคนใหม่นะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปดูให้เองเจ้าค่ะ”

          เด็กสาวออกไปรับหน้า ส่วนเจ้าของร้านก็เพียงแค่พยักหน้าโดยไม่ว่าอะไร และเมื่อไปถึงหน้าร้านก็พบว่าเป็นคนงานใหม่จริง ๆ

          "เอ่อ สะ..สวัสดีขอร้บ ข้าฉีปัง เป็นคนที่ติดต่อเรื่องงานใหม่ไว้น่ะขอรับ เอ่อ... ขะ...ข้าไม่ได้มาสายใช่ไหม"

          คนงานใหม่เป็นชายหนุ่มตัวผอม คาดการณ์จากอายุดูมากกว่าเฟินเยว่ประมาณสองถึงสามปี แต่มีความเหลาะแหล่ะไม่มั่นใจในตัวเองดูเป็นเด็กมากกว่าเจ้าตัวเสียอีก

          "อ้อ ไม่เลยเจ้าค่ะ น่าจะมาตรงเวลาเริ่มงานครัวพอดี" เด็กสาวเอ่ยรับคำทักอย่างสดใสแล้วจึงแนะนำตัวบ้าง "สวัสดีเจ้าค่ะ ข้าซุนเฟินเยว่นะเจ้าคะ ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะ" เด็กสาวค้อมศีรษะลงทักเพื่อนร่วมงานคนใหม่ก่อนที่จะเดินนำอีกฝ่ายไปหลังร้าน "ปกติในตอนเช้าหลังร้านจะเปิดเจ้าค่ะ เมื่อคุณชายฉีมาถึงแล้วก็เข้าทางหลังร้านได้เลยเจ้าค่ะ"

          "คะ..คุณชายเลยเหรอ ระ..เรียกแค่ฉีปังอย่างเดียวก็พอขอรับ ระ..รุ่นพี่ซุน"

          คำเรียกยกยอทำเอาคนงานใหม่ยิ่งเสียความมั่นใจกว่าเดิมจนไหล่ตก หากอายุช่วงวัยห้าขวบอาจจะร้องไห้กลับบ้านไปแล้ว ตรงกันข้ามกับเด็กสาวที่ถูกเรียกว่า 'รุ่นพี่' เป็นครั้งแรกในชีวิต คำสรรเสริญช่างมีเกียรติจนหัวใจของนางพองโต แม้อีกฝ่ายน่าจะอายุมากกว่าแต่เฟินเยว่ก็ไม่ถือสาแถมเหมือนจะได้รับการเติมพลังยิ่งทำให้นางฮึกเหิม

          "ไม่ต้องเกรงใจนะเจ้าคะ หากสงสัยงานในส่วนไหนถามข้าได้เลยเจ้าค่ะ!"

          เมื่อพาฉีปังมาถึงหลังร้านก็เริ่มแนะนำให้เถ้าแก่เนี้ยได้รู้จัก อันที่จริงนางก็น่าจะรู้จักกับหนุ่มผู้นี้มาก่อนตอนที่สนใจรับสมัคร แววตาของนางเมื่อมองไปยังคนงานคนใหม่ราวกับจะพูดว่า 'จะไหวไหมเนี่ย' ออกมา แต่ถึงจะดูไม่เอาอ่าวแค่ไหนแต่หมีกุ้ยหยาก็ไม่ดูถูกคน ต้องลองให้ทำงานดูก่อน ไม่แน่ว่าหนุ่มคนนี้อาจมีน้ำยามากกว่าที่เห็นก็ได้

          "งั้นฝากเยว่เอ๋อร์สอนงานฉีปังด้วยนะ ข้าจะไปเตรียมโจ๊กก่อน"

          พูดจบเจ้านายสาวก็ปลีกตัวออกไปเหลือแต่เพียงแค่สาวน้อยกับชายหนุ่มอยู่ด้วยกันที่โต๊ะจัดเตรียมวัตถุดิบ

          "ส่วนใหญ่ที่ต้องทำก็คือจัดเตรียมแป้งแล้วก็ไส้ของติ่มซำเจ้าค่ะ คุณชา-... ท่านฉีปังเคยทำอาหารมาก่อนหรือไม่เจ้าคะ?"

          "เอ่อ.. เคยอยู่บ้างขอรับ บ้างครั้ง.. ก็ช่วยท่านแม่ ....ทำครัวอยู่บ้าง"

          เสียงบุรุษค่อย ๆ แผ่วลงไปเรื่อย ๆ จนต้องเงี่ยหูฟัง แต่เฟินเยว่ก็จับใจความได้ครบ

          “โอ้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรยากเลยเจ้าค่ะ พวกหมูหมักเถ้าแก่เนี้ยจะเป็นคนเตรียมการเอาไว้อยู่แล้ว ส่วนเรามีหน้าที่แค่ปั้นแป้งกับหั่นผักก็พอเจ้าค่ะ จริง ๆ ต้องช่วยห่อเกี๊ยวด้วย แต่ไม่เป็นไรนะเจ้าคะวันแรกเอาแค่เตรียมวัตถุดิบก่อนก็ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวที่เหลือข้าตัดการต่อเอง”

          ไม่รู้ทำไมเวลาพูดนางถึงต้องกำหมัดทั้งสองไว้ข้างลำตัวด้วย อาจเป็นเพราะว่าเฟินเยว่อยากจะส่งพลังบวกให้กับฉีปังก็ได้ อย่างน้อยให้ก็อยากจะให้เขาสดใสยิ่งขึ้น

          “ขอรับ งะ..งั้นข้าลงมือล่ะ”

          ฉีปังค้อมหัว เดินไปล้างมือแล้วเริ่มหันผักของเขาเงียบ ๆ คนเดียว เถ้าแก่เนี้ยที่ทำทีว่าปรุงโจ๊ก แต่ความจริงก็แอบดูทั้งสองอยู่ตลอดเวลา ในช่วงที่ให้ลูกจ้างใหม่มีสมาธิกับการทำงานนางก็แอบกระซิบคุยกับเฟินเยว่

          “เขาก็ทำได้ดีนี่นา ปอกไชเท้าได้บางเฉียบ แทบไม่มีเนื้อส่วนเกินติดผิวเลย แถมยังใช้มีดซอยตัดได้คล่องแคล่วอีกด้วย แค่ไม่มีความมั่นใจเท่านั้นเอง”

          “จะ.. จริงด้วยเจ้าค่ะ”

          เด็กสาวหยักหน้าหงึก ๆ รู้สึกเห็นด้วยอย่างสุดกำลัง จะบอกว่าฉีปังเป็นมือใหม่ก็คงไม่ได้ ขนาดยังไม่ทันได้แนะว่าต้องหันอะไรขนาดไหนอีกฝ่ายก็ทำออกมาแทบจะไร้ที่ติ เผลอ ๆ ฝีมืออาจจะดีกว่าเฟินเยว่เสียเลยด้วยซ้ำ

          “สะ..เสร็จแล้วขอรับ มีอะไรให้ข้าทำอีก..”

          “ระ..เร็ว!!”

          สองสาวอุทานออกมาแทบจะพร้อมกัน จนอยากจะรู้เสียแล้วสิว่าบุรุษผู้นี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่

          “ถามจริง นี่เจ้าเพียงแค่ช่วยงานมารดาจริงเหรอ ทำออกมาได้เยี่ยมมาก หากไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใครข้าคงนึกว่าเป็นพ่อครัวมืออาชีพไปแล้ว”

          ฉีปังอ้า ๆ หุบ ๆ ปาก เหมือนกับพยายามเรียบเรียงเรื่องราวในหัวแต่ก็เล่าออกไปไม่ถูก ในส่วนนี้เฟินเยว่ได้ส่งสายตาให้กำลังใจอีกฝ่ายจนในที่สุดถ้อยวจีก็หลุดจากปากฉีปังออกมาจนได้

          “คือว่า.. ครอบครัวของข้ามีแต่คนที่เป็นพ่อครัวน่ะขอรับ.. บุตรชายแต่ละคนต่างออกไปทำงานสายอาหารด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งเปิดร้านเอง เป็นพ่อครัว หรือนักชิม แต่ข้า.. เคยไปสมัครงานแต่ถูกปฏิเสธกลับมา.. ขอรับ”

          “โธ่เอ๊ย อย่างนั้นเอง.. เลยทำให้เจ้าเสียความมั่นใจสินะพ่อหนุ่ม” เถ้าแก่เนี้ยหมียิ้มอ่อน “เอาแบบนี้ ในฐานะที่ข้าเป็นเจ้านายของเจ้าแล้วข้าพูดอะไรเจ้าก็ต้องเชื่อฟังนะ บอกได้เลยว่าฝีมือการเตรียมวัตถุดิบของเจ้าดีมาก แต่หากเล่ามาเช่นนั้นข้าก็เชื่อว่าเจ้าเองสามารถทำแป้งและห่อเกี๊ยวได้ดีด้วยเช่นกัน เพราะอย่างนั้นมั่นใจในตัวเองหน่อย”

          “จริงเหรอขอรับ.. ขะ.. ขอบคุณมากขอรับเถ้าแก่เนี้ย”

          ฉีปังค้อมศีรษะขอบคุณปลก ๆ ดูท่าว่าเขาจะมีความมั่นใจขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังดูเป็นคนขี้อายอยู่เหมือนเดิม

          “ก็ใช่น่ะสิ เห็นแบบนี้ข้าก็สบายใจแล้ว จริง ๆ ที่จ้างมาไม่ใช่แค่งานครัวแต่ยังต้องออกไปเป็นเสี่ยวเอ้อร์ด้วย แต่ไม่เป็นไรเจ้าทำงานในครัวให้ดีทดแทนไปก็แล้วกัน ค่อยฝึกความกล้าออกไปรับหน้าวันหลังก็ได้ ข้าอนุมัติ”

          “ดะ..ได้เลยขอรับเถ้าแก่เนี้ย! ขะ..ข้าเองก็จะพยายามให้เต็มที่ขอรับ!”

          ฉีปังดูจะมีกำลังใจขึ้นมามากแล้ว หญิงสาวทั้งสองจึงได้แต่มองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างโล่งอก


.
.
.


          “ฮะเก๋าสอง ขนมจีบหมูสี่ ซาลาเปาไส้ถั่วดำสอง แล้วก็ซุปเกี๊ยวสองที่นะเจ้าคะ กรุณารอสักครู่เจ้าค่ะ”

          เฟินเยว่รับรายการอาหารจากลูกค้าอย่างกระตือรือร้นรีบเข้าไปในครัวและนำอาหารออกมาบริการลูกค้าแต่ละโต๊ะอย่างคล่องแคล่วแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนมากลูกค้าที่มาทานอาหารเช้าที่หมีฟ่านกว่านจะเป็นลูกค้าประจำที่ต้องออกมาทำงานบริเวณจตุรัสใจกลางเมือง ในเมื่อทำงานมาแล้วสามปีเฟินเยว่จึงค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตากับลูกค้าหลายราย

          “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะเถ้าแก่เจิ้ง วันนี้รับโจ๊กพิเศษใส่ไข่เหมือนเดิมหรือเปล่าเจ้าคะ?”

          “ฮ่าฮ่า แม่หนูยังจำได้ดี หรือว่าข้ากินแต่โจ๊กกันล่ะเนี่ย เอาเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ แล้วก็ขอเปาะเปี๊ยะทอดกลับไปด้วยสามเข่งนะ พอดีวันนี้หลานจากต่างเมืองเพิ่งเดินทางกลับมาเยี่ยมน่ะ”

          “ได้เลยเจ้าค่ะ เพิ่มเปาะเปี๊ยะทอดสามเข่งด้วยนะเจ้าคะ กรุณารอสักครู่เจ้าค่ะ”

          เด็กสาวหายกลับไปที่หลังร้านแล้วแจ้งรายการกับเถ้าแก่เนี้ยและพ่อครัว

          “เยว่เอ๋อร์ โจ๊กเหลือได้อีกแค่สามที่นะ”

          “เจ้าค่ะ”

          ชีวิตยามเช้าทั้งรีบเร่งและวุ่นวาย ไม่ใช่แค่ตัวนางเองแต่นั่นหมายถึงกับทุกคน หากนำอาหารออกมาช้าเกินไปลูกค้าก็ต้องรอนานและไปทำงานของแต่ละคนช้าขึ้นไปอีก เด็กสาวเข้าใจในจุดนั้นดีจึงขะมักเขม้นทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดจนลืมเหนื่อย เสร็จจากโต๊ะนู้นก็แว้บมาโต๊ะนี้ และคอยเติมน้ำชาไม่ให้ขาด แต่สิ่งหนึ่งที่ยากก็คือต้องพูดปฏิเสธลูกค้าบ่อยครั้งเนื่องจากอาหารไม่เพียงพอ แม้จะผ่านมาสามปีแล้วแต่เฟินเยว่ก็ไม่เคยรู้สึกชินขึ้นมาเลยสักครั้ง

          “อ๊ะ โจ๊กหมดแล้วล่ะเจ้าค่ะนายท่านทั้งสอง อยากจะรับเป็นเกี๊ยวน้ำแทนดีหรือไม่เจ้าคะ”

          “น่าเสียดายจัง แต่รับเป็นเกี๊ยวแทนก็ได้”

          “รับทราบเจ้าค่ะ เกี๊ยวน้ำสองที่น่ะเจ้าคะ แล้วก็……………………….....”

          ภาพทั้งหมดถูกประทับในสายตาของพนักงานใหม่ แม้ว่าฉีปังจะทำงานครัวได้ดีแต่เรื่องรับลูกค้าต้องฝึกใหม่หมด เห็นแล้วคนเก็บตัวถึงกับปากสั่น

          “ปกติขายดีขนาดนี้เลยหรือ …ขะ.. ขอรับ”

          “อื้ม ใช่นะ เป็นแบบนี้ทุกวันนั่นแหล่ะ เตรียมใจไว้ด้วยล่ะ”

          “ขะ..ขอรับ”

          ดูเหมือนว่าคนที่ควรเหนื่อยกลับไม่เหนื่อย แต่คนที่แค่ดูกลับเหนื่อยเสียเอง

          เวลาเข้าช่วงสายหน่อยอาหารทุกอย่างก็หมดเกลี้ยงและได้เวลาปิดร้านสำหรับจัดเตรียมวัตถุดิบและเปิดร้านใหม่อีกครั้งในช่วงเย็น เมื่อลูกค้ากลับไปหมดฉีปังจึงออกมาหน้าร้านช่วยเฟินเยว่เก็บกวาดล้างจานได้เสียที


.
.
.


          “ที่จริงทำงานกันสามคนก็ดีเหมือนกันนะ รู้สึกเหนื่อยน้อยลงเลย… ข้าว่าหลังจากที่เจ้าออกไปอาจจะจ้างลูกจ้างเพิ่มขึ้นมาอีกล่ะ”

          เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยบอกแก่ลูกค้าทั้งสองขณะที่กำลังเตรียมของขายในช่วงเย็น อันที่จริงเรื่องนี้เจ้าตัวก็คิดมาได้สักพักเพราะร้านก็เปิดมาได้สามปีแล้วเริ่มมีความมั่นคงและมีลูกค้าประจำ รายได้เพียงพอที่จะจ้างลูกจ้างเพิ่มอีกหนึ่งคน

          “แบบนี้ก็ดีนะเจ้าคะ ช่วย ๆ กันจะได้สบายขึ้นด้วยเจ้าค่ะ”

          เฟินเยว่เสริม แอบเป็นห่วงทางร้านไม่น้อยเลยเหมือนกันว่าตอนที่นางไม่อยู่แล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ฉีปังก็บริการคนอื่นไม่เป็นในส่วนนี้เถ้าแก่เนี้ยน่าจะต้องออกมารับแขกด้วยตนเอง และงานในครัวก็จะล้นมือ

          “เอาเป็นว่าจะติดรับสมัครเอาไว้ที่หน้าร้านก็แล้วกัน หลังเจ้าออกไปแล้วก็น่าจะมีคนมาสมัครเพิ่มพอดี”

          “ได้เลยเจ้าค่ะ ข้าก็จะช่วยอีกแรงนึง!”

          เด็กสาวรับคำอย่างแข็งขัน ในช่วงเวลาที่ก่อนออกเดินทางที่ยังเหลืออยู่ นางตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องทำงานทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด

         
.
.
.




ลักษณะนิสัยขยัน
+2 Point ทุกครั้งที่โรลเรียนรู้
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ






←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-9-4 13:39:05
  
.: แขกที่สัญจรมา :.

กติกาการโรลเพลย์สนทนาทำความรู้จักขุนพลสัญจรผ่านมา
(0) ก่อนเริ่มทุกครั้ง ท่านต้องเช็คนิสัย NPC เพื่อนำมาโรลบังคับ NPC ที่นี่ (คลิกเพื่อหาข้อมูล NPC)
(1) 1 โรลเพลย์ สามารถเจอได้แค่ 1 คนเท่านั้น ยกเว้นมีระบุว่า xx นั่งกับ xx
(2) ในโรลเพลย์สร้างสถานการณ์พบเจอครั้งแรกได้อิสระ โดยไม่แหกนิสัย NPC
(3) นอกจากทำความรู้จัก พูดคุย ใน 1 โรลเพลย์สามารถมอบของขวัญให้ 1 ชิ้นเท่านั้น
(4) การชักชวนเข้ากองกำลัง บาง NPC ไม่จำเป็นต้องหัวใจเต็ม 10 ดวงเสมอไป นอกจากอยู่ที่การให้ของแล้ว การพูดคุย โรลทิ้งท้ายไว้ และ กำกับว่า "ชักชวน"
ทางทีมงานจะมาคอมเม้นท์ว่าชวนสำเร็จหรือไม่ ถ้าสำเร็จคุณจะได้โต้วาทีกับเขา ถ้าชนะแสดงว่าเขายอมรับใช้คุณ


ความสำคัญก่อนโรลสร้างความสัมพันธ์ NPC
(1) สำคัญมาก ที่คุณจะต้องตรวจเช็ค (ลักษณะนิสัยขัดแย้งกันหรือไม่ สามารถเช็คได้จากที่นี่ คลิก)
(2) รองลงมา ตรวจเช็ต ธาตุวันเกิด และ ปีนักษตร ชงกันหรือไม่ สามารถเช็คได้ที่นี่ (คลิก)
(3) ทุก ๆ การโรลเพลย์ที่มีความขัดแย้งในด้านนิสัย และ ธาตุหรือปีนักษัตรชงกัน เนื้อหาโรลเพลย์คุณจะต้องสร้างให้สมเหตุสมผล
เมื่อความสัมพันธ์ต้องลบลงในโรลเดียวกับจีบ ที่ความสัมพันธ์เพิ่ม โดยการครีเอทสร้างสถานการณ์โรลเพลย์ไม่ถึงกับทะเลาะ ขัดแย้งกัน
แต่ให้คุณเผลอทำอะไรที่ไม่ดี หรือใช้คำพูด หรือ บางอย่างเกี่ยวกับนิสัย ตัวคาร์คุณในโรลนั้นด้วย เพื่อให้มีความเมคเช้นส์ในการลดความสัมพันธ์


[233] จ้าว เจียฮุ่ย
ระยะเวลาอยู่ที่นี่: ไม่มีวี่แววไปจากที่นี่ตอนนี้
พฤติกรรม: แวะมาทานบะหมี่ทุกเย็น (15.00 - 20.00)

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
จั่วซื่อจ้วนจ้วนจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x1
x1
x2
x12
x5
x635
x240
โพสต์ 2021-9-7 01:30:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-9-10 08:06

⌜ 3 ⌟

ปฐมบท
คุณหนูผู้ตกยากแห่งอันติง
ฉากที่ 3



          วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายก่อนการเดินทางเข้าเมืองหลวงของเฟินเยว่ และเป็นวันแรกที่ฉีปังจำเป็นต้องออกมาเรียนรู้งานหน้าร้านจากรุ่นพี่บ้าง ไม่ใช่เพราะเถ้าแก่เนี้ยบังคับ นางเป็นคนรักษาสัญญา พูดคำไหนก็ต้องเป็นไปตามนั้น ทว่าฉีปังเป็นฝ่ายเสนอตัวออกมาเรียนรู้งานหน้าร้านเอง คงเพราะไม่อยากจะเป็นตัวถ่วง ดูไปแล้วเขาน่าจะมีความหลังฝังใจกับคำต่อว่าไม่น้อย

          “ถ้ามีลูกค้ามาก็รีบออกไปต้อนรับนะเจ้าคะ เชิญเขาไปนั่งที่โต๊ะก่อน ถ้าโต๊ะยังไม่ได้เก็บกวาดก็รีบจัดการเลยเจ้าค่ะ”

          รุ่นพี่ที่ทำงานวันนี้เป็นวันสุดท้ายเอ่ยบอกกับชายหนุ่มรุ่นน้องที่มีอายุมากกว่า

          “ขะ..ขอรับ”

          ฉีปังกล่าวรับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก มือไม้สั่นสีหน้าซีดเซียว เห็นแบบนั้นรุ่นพี่อย่างเฟินเยว่ก็อดจะเอาใจช่วยไม่ได้ หากเป็นหญิงสาววัยรุ่นราวคราวเดียวกันคงไม่คิดลังเลจับมือนั้นมากุมเอาไว้ให้คลายความวิตก ทว่าอีกฝ่ายเป็นบุรุษ กุลสตรีอย่างนางจึงให้กำลังใจได้แค่กำหมัดให้เขาฮึดสู้

          “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ ข้าจะคอยดูอยู่ หากมีปัญหาอะไรข้าจะคอยจัดการให้เองเจ้าค่ะ!”

          “ขะ..ขอรับ”

          การปลุกขวัญดูท่าแล้วไม่น่าจะช่วยให้อีกฝ่ายมีสีหน้าที่ดีขึ้นมากเท่าไร แต่ก็พอจะเพิ่มขวัญกำลังใจได้บ้างเล็กน้อย

          “เอาล่ะ สู้ ๆ เจ้าค่ะ เอะ-เอะ-โอ้ว!”

          หญิงสาวชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะพร้อมถ้อยคำปลุกขวัญ ฉีปังก็ทำตามทว่าน้ำเสียงช่างไร้เรี่ยวแรงราวกับเปลวเทียนที่ใกล้มอดดับ

          “เอะ..เอะ..โอ้ว..ฮื่อ...”

          เมื่อเตรียมใจพร้อมแล้วเสี่ยวเอ้อร์ทั้งสองก็ออกไปจัดแจงหน้าร้าน จัดโต๊ะเก้าอี้ให้พร้อม เติมน้ำชาในกาจนเต็ม ปัดกวาดใบไม้ที่ปลิวลงมายังหน้าร้าน

          ในที่สุดลูกค้าคนแรกก็เข้ามาใช้บริการ เขาคือบุรุษวัยกลางคนรูปลักษณ์ภายนอกเปี่ยมไปด้วยบารมีที่ไม่ว่าใครก็ต้องหวั่นเกรง ชายผู้นี้มาทานอาหารเช้าที่หมีฟ่านกว่านได้เกือบครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว โดยวันแรกที่มาใช้บริการเขาแต่งชุดนักรบเต็มสูบพร้อมด้วยนายทหารล้อมหน้าล้อมหลัง ทำให้ลูกค้าประจำเกิดความหวั่นเกรงจนมาขอซื้อแบบห่อกลับบ้านกันหมด

          ทว่าชายผู้นั้นไม่เชิงไล่ลูกค้าเสียทีเดียวเพราะว่าเขาเองก็เหมาอาหารเลี้ยงลูกน้องจนเกลี้ยงร้าน เฟินเยว่ไม่ทราบว่าเขาคือใคร แต่ได้ยินเสียงสนทนาโดยไม่ได้ตั้งใจจนทราบว่านามของเขาคือ หานซุย เจ้าเมืองจินเฉิน

          วันแรกที่ต้องให้บริการหานซุยและคณะทำเอาเสี่ยวเอ้อร์มืออาชีพอย่างเฟินเยว่เกรงจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ด้วยชื่อเสียงที่เคยได้ยินมาเจ้าเมืองจินเฉินไม่ใช่คนดีสักเท่าไร นางไม่รู้ว่าคนผู้นี้เคยทำอะไรมาบ้างและไม่รู้เพราะด้วยเหตุใดเช่นกันเขาจึงเดินทางมาที่อันติง แต่ด้วยไม่ใช่กิจที่ประชาชนตาดำ ๆ อย่างเฟินเยว่ต้องเสนอหน้าเข้าไปสอดถาม นางเพียงแค่ทำงานให้ดีเท่านั้นก็พอแล้ว

          แต่หลังจากที่รับใช้ใต้เท้าหานมาเกือบสัปดาห์เฟินเยว่ก็ไม่เคยได้รับการตำหนิหรือความกดดันจากลูกค้า บุรุษผู้นี้ก็เหมือนลูกค้าทั่ว ๆ ไปที่มียศฐาบรรดาศักดิ์เท่านั้นเอง เมื่อคิดได้อย่างนั้นนางก็ผ่อนคลายตัวเองลงและไม่หวั่นเกรงหานซุยอีก สามารถมอบรอยยิ้มสดใสเป็นการต้อนรับได้เช่นเดียวกับลูกค้าคนอื่น

          “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะใต้เท้าหาน วันนี้มากันทั้งหมด...” เฟินเยว่ปราดสายตาเพียงครู่เดียวก็นับจำนวนผู้ติดตามทั้งหมดมาได้ “เก้าท่านนะเจ้าคะ เชิญนั่งก่อนเลยเจ้าค่ะ”

          นางผายมือไปยังโต๊ะที่ว่าง หานซุยก็เพียงแค่พยักหน้าอย่างเช่นทุกวันแล้วไปนั่งยังโต๊ะประจำที่อยู่มุมด้านใน เขาแทบจะไม่ชายตามองเสี่ยวเอ้อร์สาวอย่างนางเลยด้วยซ้ำ

          “เฟินเยว่มานี่ประเดี๋ยว”

          เสียงเรียกของเถ้าแก่เนี้ยหมีดังออกมาจากทางหลังร้านทำให้นางต้องไปดู บางทีช่วงเช้าก่อนเปิดร้านก็อาจจะมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่ต้องแก้ไขเป็นเรื่องปกติ

          “เจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย” นางขานตอบออกไปก่อนที่จะหันไปพูดกับฉีปังที่ยืนตัวลีบหลบลูกค้าอยู่ที่มุมร้าน “ข้าฝากรับรายการแทนด้วยนะเจ้าคะ ไม่มีอะไรยากเพียงแค่ทำตามที่ฝึกเอาไว้ก็พอเจ้าค่ะ เอะ-เอะ-โอ้ว!”

          “ขะ..ขอรับ”

          ฉีปังขานรับเสียงแผ่ว ไม่กล้าที่จะ ‘เอะเอะโอ้ว’ ไปด้วยกันกับนาง ด้วยรู้สึกละอายหากต้องทำต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งเขาคิดถูก เพราะเหล่าทหารที่มาดื่มน้ำชายามเช้าได้ยินเสียงปลุกใจอันแปลกประหลาดก็หันมามองเป็นตาเดียว บ้างทำสีหน้าฉงน บ้างก็หัวเราะขำเด็กสาว แต่ด้วยความรีบร้อนเฟินเยว่กลับเข้าไปในหลังร้านก่อนที่จะทันสังเกตอากัปกิริยาของผู้อื่นเสียอีก

          “เจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย มีอะไรเหรอเจ้าคะ?”

          “อา.. พอดีว่าข้ามาดูอีกทีแล้วซีอิ๊วกับน้ำตาลทรายไม่น่าจะพอน่ะ เฮ้อ.. เอาเป็นว่าเจ้าเป็นม้าเร็วช่วยออกไปซื้อมาให้ทีสิ”

          หมีกุ้ยหยาถอนหายใจออกมายาว ไม่บ่อยนักที่นางจะกะเกณฑ์วัตถุดิบผิดน่าจะด้วยตอนซื้อของคราวที่แล้วนางลืมแวะร้านเครื่องปรุง ยังดีที่ซีอิ๋วกับน้ำตาลยังพอเหลือก้นไหอยู่บ้าง แต่คงไม่พอแน่ ๆ หากต้องทำเพิ่มสำหรับลูกค้าจำนวนมาก นางมอบถึงเงินให้เฟินเยว่โดยไม่นับจำนวนด้วยความไว้วางใจเสี่ยวเอ้อร์คู่ใจ

          “ได้เลยเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย แล้วข้าจะรีบมานะเจ้าคะ”

          เด็กสาวรับถุงเงินมาก่อนจะออกไปนอกร้าน แกะเชือกม้าที่ผูกไว้ขี่คร่อมอาชาขาวควบวิ่งเข้าไปในตลาดอย่างชำนาญทาง ภาพนั้นสร้างความประหลาดใจกับลูกค้าขาจรได้มาก แม้พวกเขาจะเป็นทหารแต่การเห็นเด็กสาวที่เป็นเพียงเสี่ยวเอ้อร์ขี่ม้าด้วยความชำนาญก็ดูจะเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาเท่าไร และนั่นก็อยู่ในสายตาของหานซุยด้วยเช่นกัน

          ไม่นานเฟินเยว่ก็กลับมาพร้อมกับไหน้ำปลาและน้ำตาลในจำนวนที่มากกว่าปกติหนึ่งเท่าตัว แม้เถ้าแก่เนี้ยจะไม่ได้สั่งแต่นางคิดเองว่าช่วงเวลาที่ตนไม่ได้อยู่ช่วยงานแล้วเถ้าแก่เนี้ยน่าจะยุ่งกว่าเดิมจนหลงลืมซื้อวัตถุดิบมาครบอีก

          “เถ้าแก่เนี้ยเจ้าคะ คือว่าข้าถือวิสาสะซื้อวัตถุดิบกลับมากกว่าปกติ จะได้ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะหมดเร็วอีกน่ะเจ้าค่ะ ข้าขออภัยด้วย”

          หมีกุ้ยหยาอมยิ้มบางพร้อมกับส่ายหน้าขณะที่รับถุงเงินกลับคืนมา

          “ไม่เป็นไร ของพวกนี้เก็บไว้ได้นาน ขอบคุณเจ้ามากที่ใส่ใจแทนข้า”

          เมื่อได้รับคำชมเด็กสาวก็ยิ้มกว้างจนตาหยี

          “งั้นข้าขอไปดูท่านฉีปังก่อนนะเจ้าคะ”

          นางค้อมศีรษะแล้วรีบออกไปที่หน้าร้าน เพียงโผล่หน้าออกมาก็ต้องชะงัก

          “ขะ..ขออภัยด้วยขอรับ!”

          เสียงขอโทษที่ดังขึ้นแหบแห้งและสั่นครือไปด้วยความกลัว ในตอนนี้เพื่อนร่วมงานแทบจะก้มลงไปกราบแทบเท้าเจ้าเมืองจินเฉิน เด็กสาวที่เพิ่งกลับมายังไม่รู้เรื่องอะไรได้แต่ทำหน้าเหวอ นางรีบรุดไปดูอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

          “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”

          เอ่ยถามเสี่ยวเอ้อร์อีกคนอย่างร้อนใจ แต่ยังไม่ทันได้คำตอบออกจากปากของอีกฝ่ายนางก็รู้สาเหตุ เมื่อมองไปบนโต๊ะของใต้เท้าก็เห็นว่าน้ำชาหกอยู่เต็มสาเหตุมาจากที่รินชามากเกินไปจนเอ่อล้นถ้วย แถมชาจำนวนหนึ่งยังหกรดขาของลูกค้าผู้น่าเกรงขามอีกด้วย

          ‘ว้ายตายแล้ว!!’

          เด็กสาวกรีดร้องในใจแต่ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา นางค้อมศีรษะลงขอโทษแทนเพื่อนร่วมงานไปอีกคน

          “ขะ.. ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ”

          แต่เฟินเยว่ที่มากประสบการณ์ดึงสติกลับมาได้ไวกว่า นางรีบมองหาผ้ามาเช็ดโต๊ะให้สะอาดในขณะที่ฉีปังยังคงคุดคู้อยู่กับพื้น มือเล็กจัดเกี่ยวปอยผมเก็บไปหลังผ้าโพกศีรษะสีขาวสะอาด เป็นครั้งแรกที่เจ้าเมืองจินเฉินได้มองสบใบหน้าของนางตรง ๆ แล้วเรียวคิ้วของผู้ทรงอิทธิพลก็เลิกขึ้นคล้ายกับเอะใจอะไรบางอย่างเพียงแต่ว่าบุรุษยังคงปิดปากเงียบสนิท

          “ขออภัยด้วยจริง ๆ เจ้าค่ะ เอ่อ...”

          ปากของเฟินเยว่ยังคงขอโทษขอโพยหานซุยไม่หยุด นางเช็ดทำความสะอาดคราบน้ำชาเรียบร้อยแล้วแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับขาของลูกค้าที่เปียกดี ไม่รู้ด้วยว่าเขาโดนน้ำชาลวกจนขาพองหรือไม่ มือเรียวกำผ้าแน่นยิ่งขึ้น เหงื่อไหล่ลงมาตามกรอบใบหน้า เฟินเยว่ไม่รู้จะทำอย่างไรนอกเสียจากยื่นผ้าสะอาดผืนใหม่จะเข้าไปเช็ด ทว่าหานซุยยกมือขึ้นปราม

          “ไม่ต้อง.. ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น”

          “จริงหรือเจ้าคะ..”

          เด็กสาวค่อย ๆ เลื่อนสายตาขึ้นมามองสบ แต่พอรู้ตัวว่าไม่สมควรก็รีบเบือนสายตาหนี

          “ใช่ กล่าวเช่นนั้นก็ต้องเป็นอย่างนั้น”

          คำพูดของผู้มีอำนาจทำให้เสี่ยวเอ้อร์สาวไม่กล้าที่จะไถ่ถามต่อ แต่ก็ยังยืนตัวแข็งด้วยความเกรงกลัวบารมี หานซุยเคลื่อนสายตามองเสี่ยวเอ้อร์ทั้งสอง ที่คนหนึ่งยังคงก้มกราบดินไม่หยุด ส่วนอีกคนแม้มีสติมากกว่าแต่ก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับถูกคำสาปหิน บุรุษใหญ่ยกมือขึ้นลูบเคราของตนเองพร้อมกับหัวเราะหึในลำคอ เห็นทีว่าชื่อเสียที่ตนเคยก่อและไม่คิดจะประกาศแก้ไขทำให้ประชาชนธรรมดาหวาดกลัวเสียแล้ว

          “พวกเจ้าไปทำงานกันต่อเถอะ”

          เสียงของใต้เท้าหานราวกับตัวช่วยสะกัดจุดให้กับเฟินเยว่ช่วยนางให้กลับมาขยับได้จากความเกรงกลัวที่เกิดขึ้น

          “อะ.. ขะ.. ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

          เด็กสาวรีบค้อมหัวคำนับอีกฝ่ายปลก ๆ ก่อนจะลากฉีปังที่หมดสภาพการทำงานไปแล้วเก็บเข้าไปอยู่หลังร้าน แบบนี้ยิ่งน่าเป็นห่วง พรุ่งนี้นางจะไม่อยู่แล้วอีกฝ่ายจะทำงานรอดไหม

          เฟินเยว่เล่าเรื่องทั้งหมดให้เถ้าแก่เนี้ยหมีฟังตามจริง อีกฝ่ายก็ดูจะตกใจจนต้องออกมาขอโทษขอโพยเองที่หน้าร้าน ตอนแรกนางตั้งใจจะไม่คิดเงินใต้เท้าหานและคณะ ทว่าด้วยศักดิ์ศรีของเจ้าเมืองหากกินฟรีในร้านติ่มซำเล็ก ๆ ก็ดูจะเป็นการเอาเปรียบคนทำมาค้าขายจนเกินไปจึงไม่ตัดสนใจเอาความและจ่ายเงินตามจำนวนที่เคยเป็น

          ก่อนที่ลูกค้ารายใหญ่จะจากไปเขาได้มองตรงมาที่เฟินเยว่จนทำเอานางสะดุ้ง ไม่รู้ว่าจะถูกหมายหัวเอาไว้แล้วหรือเปล่า แต่พรุ่งนี้นางก็จะไม่อยู่แล้ว คนที่ยังทำงานอยู่ก็ขอให้โชคดี...

.
.
.

          นอกจากเรื่องตื่นเต้นในตอนเช้า การทำงานในช่วงบ่ายและเย็นก็เป็นเหมือนทุกวัน ในวันนี้เถ้าแก่เนี้ยเลี้ยงฉลองการอำลาให้

          แม้จะรู้จักกันได้เพียงห้าหกวันฉีปังก็ร้องไห้เป็นเต่าเผาครวญครางแต่คำว่า “รุ่นพี่… แล้วข้าจะอยู่อย่างไร” ยิ่งวันนี้เพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญสำหรับมือใหม่มาแล้วด้วย เฟินเยว่เข้าใจแม้ไม่อยากลาจากแต่นางจำต้องออกเดินทาง นางปลอบใจเขาพร้อมหัวเราะทั้งน้ำตา ยิ่งกับเถ้าแก่เนี้ยหมีที่ฝ่าฟันอุปสรรคกันมาถึงสามปีความผูกพันย่อมมีมากกว่า สำหรับเฟินเยว่แล้วเถ้าแก่เนี้ยเป็นมากกว่านายจ้าง แต่นางคือพี่สาวคนโตที่พึ่งพาได้อยู่เสมอ

          อยากจะอยู่นานกว่านี้อีกสักนิดแต่ว่าตอนนี้เปาเปาน่าจะหิวข้าวแย่แล้ว…

          เถ้าแก่เนี้ยออกมาส่งเฟินเยว่ที่หลังร้าน แต่ไม่ส่งเปล่าในมือนางกลับจูงเจ้าม้าขาว ไป๋ไป๋ มาด้วย

          “เจ้าน่าจะต้องเดินทางเยอะ ถ้ามียานพาหนะที่รู้ใจน่าจะช่วยให้ประหยัดค่ารถม้ายิ่งขึ้นนะ ข้าขอมอบไป๋ไป๋ให้เจ้าก็แล้วกัน”

          คำพูดของเถ้าแก่เนี้ยทำให้นางประหลาดใจจนเผลอเบิกตาโต ของขวัญที่นายจ้างให้ช่างยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เฟินเยว่จะรับไว้

          “แต่ว่า ถ้ามอบไป๋ไป๋ให้ข้าแล้วเถ้าแก่เนี้ยจะใช้อะไรล่ะเจ้าคะ”

          “โอ๊ย ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า ม้าน่ะจะซื้อใหม่อีกตัวก็ได้” หญิงสาวหัวเราะพรืดก่อนที่นางจะวางมือลงที่ต้นคอของยานพาหนะคู่ใจและลูบแผงคอเบา ๆ “ตอนมาอันติงข้าก็ขี่เจ้านี่มาจากลั่วหยาง ไป๋ไป๋เป็นม้าดีมันจะช่วยให้เจ้าเดินทางได้อย่างปลอดภัยข้าเชื่ออย่างนั้น รับเอาไว้เถอะ”

          เพิ่งมารู้เอาวันนี้เองว่าไป๋ไป๋คือม้าที่เถ้าแก่เนี้ยควบหนีสามีมาตั้งรกรากใหม่ที่อันติง ยิ่งทราบความเป็นมาเฟินเยว่ยิ่งลำบากใจที่จะรับสหายของเจ้านายมาดูแลเอง แต่นางก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะอีกฝ่ายย้ำคำมาแล้วถึงสองครั้ง เฟินเยว่พยายามคิดในแง่บวก ได้ดูแลของสำคัญของนายก็นับว่าเป็นเกียรติที่ควรยินดี

          “ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยมากเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลไป๋ไป๋ให้ดีที่สุด แล้วจะส่งข่าวกลับมาบ่อย ๆ นะเจ้าคะ”

          เฟินเยว่ยอบกายลงคำนับผู้มีพระคุณเป็นครั้งสุดท้าย และหวังว่าในไม่ช้านางจะได้กลับมาเยี่ยมเยียนร้านติ่มซำหมีฟ่านกว่านอีกครั้งและได้ชิมหมั่นโถวรูปหมูที่นางเป็นผู้คิดค้นสูตรด้วยตนเอง
        

.
.
.






ลักษณะนิสัยรักสงบ
+1 Point ทุกครั้งที่โรลทางการทูต
-10 ลดความเครียด
ลักษณะนิสัยขยัน
-20 ลดความเครียดเมื่อทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ

ลักษณะนิสัยเห็นอกเห็นใจ
+2 Point จากการโรลการทูต
+20 EXP ทุกครั้งที่โรลเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำงานช่วยเหลือ


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
โพสต์ 2021-9-12 17:49:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
โรลเดินทางสั่งสอนพวกชักดาบ



"บรรยาการที่นี้ช่างดีจริงๆเลยนะท่าน เหวินหยวน ข้าล่ะอยากจะชิมอาหารแบบใจจดใจจ่อแล้วว่ารสชาติจะเป็นเช่นไร"

"รับรองได้เลยว่ารสชาติอาหารนั้นต้องดีอย่างแน่นอน เสี่ยวเอ่อข้าขอสั่งอาหารหน่อย"

"ได้เลยครับคุณชายไม่ทราบว่าพวกท่านจะรับประทานอะไรกันดีร้านเรามีของขึ้นชื่อประจำร้านที่อร่อยมากๆด้วยพวกท่านอยากลองหรือไม่ขอรับ?"

"เอาของขึ้นชื่อประจำร้านมาสัก4-5อย่างกับสุรากับน้ำชามาด้วยล่ะกันแบบนั้น"

"ได้ครับนายท่านข้าจะจัดการตามนั้น"

พร้อมกับที่เวลานั้นผ่านไปได้ไม่นานพนักงานของร้านก็นำอาหารของขึ้นชื่อประจำร้านนั้นเอามาวางไว้ที่โต๊ะของพวกจีเทียนเต๋าก่อนที่ทั้งคู่นั้นจะเริ่มกินอาหารกัน

"ซี่โครงหมูน้ำแดงที่นี้รสชาติดีเยี่ยมจริงๆท่านเหวินหยวน รวมทั้งพวกขนมจีบนี้ด้วย ไม่เสียแรงที่ท่านบอกว่าอร่อยขนาดนี้"

"ฮ่าฮ่า ข้าบอกแล้วไงว่าร้านนี้นั้นทำอร่อยทุกเมนูเลย แถมรสชาติก็ยังไม่แพงด้วยกินให้เต็มที่เลยเพราะว่ามื้อหน้าท่านต้องเลี้ยงข้าบ้างแล้ว"

"แน่นอนมื้อหน้าข้าจะเลี้ยงท่านให้เต็มที่เลยขอให้ท่าน เหวินหยวนกินให้จุใจไปเลย"

โดยที่จีเทียนเต๋ากับ เหวินหยวนนั้นก็ดื่มกินไปได้สักพักนั้นภายในร้านติ่มซำนั้น ก็มีชาวยุทย์ ที่เมาเหล้าแล้วโวยวายเสียงดังพร้อมกับที่จะชักดาบไม่ยอมจ่าย ค่าอาหารให้กับทางร้านติ่มซำนั้น จีเทียนเต๋ากับ เหวินหยวนก็เลยเข้าไปสั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้สำนึกบ้างว่ามากินของคนอื่นก็ต้องจ่ายถ้าไม่จ่ายก็ต้องมีเหตุผลถึงจะเจรจากันได้ไม่ใช่ที่ไม่จ่ายเพราะว่าคึกคะนอง คิดว่าตนเองเก่งแล้วเลยไม่ต้องจ่ายก็ได้ หลังจากสั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้สำนึกแล้วทั้งคู่ก็ค้นตัวอีกฝ่ายจนเจอเงินจึงจ่ายไปให้ทางร้าน ก่อนจะมัดตัวอีดฝ่ายไว้พร้อมแจ้งทางเมืองให้ส่งมือปราบมาจัดการลากเข้าคุกไป


"ถ้างั้นเราก็มากินดื่มกันต่อเถอะท่านเหวินหยวน ข้ายังกินได้ไม่อิ่มเลย"


โดยที่ทั้งคู่หลังจากจัดการสั่งสอนเรียบร้อยแล้วนั้นก็ได้กินดื่มกันต่อโดยที่ทางร้านก็นำอาหารมาให้ฟรีๆโดยที่ไม่ได้สั่งเพื่อตอบแทนน้ำใจของคนทั้งคู่ที่ช่วยเหลือทางร้านเอาไว้พร้อมกับที่จะไม่คิดราคาอาหารมื้อนี้ของคนทั้งคู่ แต่ว่าทั้งคู่ยืนกรานจะจ่าย พร้อมกับที่ จีเทียนเต๋ามอบยาให้เหวินหยวนดื่มอีดหลายอึก


มอบไอเทม ชาปี้หลัวซุน ให้กับ NPC (064)




←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดไท่หมินลู่
เบ็ดตกปลา
คัมภีร์ไท่หมินลู่
ไก่ฟ้าทองแดง
หวีเซียวเฉิน
กลยุทธ์เล่ออี้
ม้าขาว
หน้ากากขาว
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x108
x8
x800
x800
x800
x70
x470
x100
x100
x4
x3
x3
x1
x7
x25
x860
x10
x790
x490
x200
x1
x100
x100
x100
x10
x1
x2
x1
x3
x4
x10
x920
x291
x494
x5
x388
x5
x6
x77
x100
x30
x900
x68
x1
x82
x98
x1
x96
x98
x1
x6
x2
x1000
x2
x3
x3
x3
x7
x8
x3
x100
x4
x100
x26
x24
x24
x26
x14
x600
x96
x100
x60
x100
x100
x440
x25
x2
x376
x11
x492
x9
x4
x99
x80
x79
x28
x2
x379
x75
x196
x571
x167
x100
x100
x50
x100
x100
x250
x50
x86
x13
x13
x7
x74
x6
x19
x5
x1150
x324
x17
x11
x10
x10
x490
x10
x2
x42
x62
x38
x1
x108
x35
x96
x99
x85
x505
x1
x598
x3
x3
x1
x8
x24
x404
x4
x102
x6
x24
x491
x288
x39
x90
x154
x8
x1
x10
x75
x10
x93
x500
x250
x150
x250
x550
x250
x3
x500
x242
x36
x18
x465
x1015
x164
x804
x804
x804
x804
x493
x314
x13
x36
x7
x498
x1
x10
x1
x2561
x628
x320
x260
x100
x15
x1
x6
x6
x150
x9999
x2
x7
x18
x5
x2
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2021-10-8 00:08:31
[งานตามหาคนหาย]

ผู้ใดพบเห็นคนในภาพประกาศ โปรดจับตัวมาส่งใต้เท้าต่งหมินที่นี่
- สามารถโรลเพลย์แวะเวียนอ่านประกาศได้ 5 EXP -






การส่งตัวลูกทรพี
1) เขียนโรลเพลย์แวะเวียนมาดูประกาศของต่งหมิน
2) ตามล่าหาตัวคนในประกาศ ถ้าเชิญมาดี ๆ ไม่มา ให้ใช้กำลังลากจับกลับมา
3) ส่งมอบให้ใต้เท้าต่งหมินที่นี่





ผู้มอบหมายงาน

[065] ต่ง หมิน (ตั๋งห้อง)


←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
จั่วซื่อจ้วนจ้วนจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x1
x1
x2
x12
x5
x635
x240
โพสต์ 2021-10-17 22:13:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Lizixuan เมื่อ 2021-10-18 19:01

มาตามนัด
        ความผิดมหันต์คือวางแผนให้โจ่วซือรู้จักครอบครัวของเขา  พออนุานได้ว่าคนในบ้านต่างรู้ดีเพียงแค่เลือกที่จะเลี่ยงมันเท่านั้น  มีหลีฮูหยินนั่งร่วมโต๊ะเถ้าแก่หลี่จึงสำรวมมิกล่าววาจาใดออกมา  เพราะรู้ดีว่าสมัยก่อนก็ประพฤติตัวหนุ่มเจ้าสำราญ  โตมาเป็นชายพเนจรสัญจรทั่วแผ่นดิน  พาโจ่วซือมาเยี่ยมเยือนถึงโรงน้ำชา  ไม่ช้าคงมีข่าวมงคลแน่นอน  เห็นโจ่วซือทำตัวไม่ถูกได้แต่ต้องพาออกมาเท่านั้น  รั้งไว้นานเกรงว่าจะเสียอาการกันมากไปกว่านี้
        พวกเขาสองคนออกเดินทางมายังเมืองอันติงโดยผ่านเส้นทางเมืองเหมยเซียนขึ้นมายังเมืองอันติง  ที่นี่เคยแวะพักช่วงพามูอิงขึ้นไปยังเมืองอู๋เว่ย  หลี่ซีซวนพาโจ่วซือมายังร้านติ่มซำ-หมีฟ่านกว่าน  เจ้าของร้านเป็นสตรีนางหนึ่ง  บรรยากาศของร้านปลอดโปร่งนั่งสบาย  คนไม่หนาตามาก  พวกเขานั่งลงสั่งติ่มซำมาหนึ่งชุด  เพราะระหว่างทางไม่ได้ทานอะไรมาเลย  หลี่ซีซวนนั่งรอคนที่โจ่วซือนัดมา  พลางนั่งเล่นเกี่ยวเท้ากันใต้โต๊ะเป็นการฆ่าเวลา  บริกรยกชุดติ่มซำมาวางบนโต๊ะที่พวกเขานั่ง  กลิ่นหอมของติ่มซำชวนน้ำลายสอน่าทานยิ่งนัก  ต่างคนต่างนั่งทาน  ผลัดกันป้อนคนละคำสองคำ  หยอกล้อกันตามประสาหนุ่มสาว  โจ่วซือเล่นหู  เล่นตาใส่หลี่ซีซวนเป็นที่สนุกสนาน  หลังจากผ่านพ้นบรรยากาศชวนอึดอัดที่โรงน้ำชา  ร้านติ่มซำชวนผ่อนคลายดั่งเป็นขั้วตรงข้าม  ระหว่างที่เล่นสนุกกันอยู่เพียงสองคน  บุคลที่โจ่วซือนัดไว้เดินเข้ามาหาที่โต๊ะ  มันมีหนวดเคราดกครึ้มเต็มใบหน้า  ท่าทางองอาจดุจพยัคฆ์  สายตาดุดันมีอำนาจ  ส่งผลให้หลี่ซีซวนต้องสำรวมเมื่อมันนั่งลงร่วมโต๊ะ  ทว่าสิ่งเหล่านี้เขาทำตัวเกรงกลัวไปเช่นนั้น  ปล่อยให้โจ่วซือจัดการต่อ
   "คุณชายหลี่ นี่ขุนพลจางจี้ที่ข้าพาท่านมาให้รู้จัก" โจ่วซือผายมือให้หลี่ซีซวนได้รู้จักพลาลทำหน้าทะเล้นใส่  ส่วนหลี่ซีซวนเองประสานมือคำนับเป็นการทักทายตามมารยาท
   "ไม่รู้ว่าเจ้าจะพาคนอื่นมาด้วย โจ่วซือ" ขุนพลหนุ่มมองดูชายพเนจรที่หาความมีสง่าราศรีไม่เจอเลย
   "เพราะเขา ข้าจึงมาถึงที่นี่ได้"  โจ่วหันมามองดูหลี่ซีซวนที่กำลังอเร็ดอร่อยกับติ่มซำ
        หลี่ซีซวนมาที่นี่เพราะตามใจโจ่วซือ  ประการหนึ่งคือเพราะข่าวลือที่ทำให้อยู่กันไม่ได้ที่ลั่วหยาง  จำเป็นต้องหลบหนีออกมาก่อน  ส่วนจางจี้เขาปล่อยให้สนทนากันไปตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน

       โจ่วซือแสยะยิ้ม "เอาล่ะข้าแนะนำแล้ว งั้นข้าขอตัวก่อนนะ แต่อาจจะแอบดูพวกท่านสักระยะ คิก ถ้าพวกท่านทำให้ข้าพอใจกัน อาจมีจดหมายนัดไปเจอลั่วหยาง"
       "ซือเอ๋อห์ เจ้าเหตุใดต้องให้ข้ารู้จักกับไอปวกเปียกนี่ด้วยหรือ แม้ข้าจะรู้สึกถูกชะตาเขาน่ะนะ แต่ดูเขาเหลาะแหละ" จางจี้กล่าวถามอย่างไม่เข้าใจ

        พอหลี่ซีซวนได้ยินจางจี้บอกว่าปวกเปียกแถมเหลาะแหละ  ทำเอาต้องมานั่งทบทวนในหัวว่ามีตรงไหนบ้างตรงตามที่มันพูดออกมา  บุกเดี่ยวใช้ทวนสามแฉกฟาดฟันโจรโพกผ้าเหลืองสองร้อยกว่าเพลงและตัดหัวมันลงพื้น  ได้แต่ทำใจปล่อยให้จางจี้คิดไปแบบนั้น

       โจ่วซือลุกขึ้นก่อนเดินไปโอบคอท่านหลี่ หอมแก้มอีกฝ่าย ก่อนผละไปโอบคอจางจี้และหอมแก้ม "เอาเป็นว่าข้าอยากเห็นสองบุรุษที่ข้าถูกใจสนทนากัน คนไหนที่มีความสามารถมากพอรับมือสถานการณ์แบบนี้ ข้าอาจพิจารณารับรักคนผู้นั้น หรือพวกท่านมาตีสนิทข้าไม่ได้รักข้างั้นเหรอ" น้ำเสียงเธอเศร้าสร้อยลง

        "ข้าย่อมรักเจ้าแน่นอน โจ่วซือ"  หลี่ซีซวนตอบอย่างสงวนท่าที  ใบหน้าฉายแววเจ้าเล่ห์หลายส่วน

        "เป...ล่าขอรับ ข้าจะทำตามแม่นาง จะคุยกับอีกฝ่าย" จางจี้รีบตอบทันทีเพื่อมิให้คนงามต้องเศร้าใจ

       "คิก ๆ งั้นข้าไปก่อนนะ ข้าไม่ขัดขวางพวกท่านคุยกันแล้ว" โจ่วซือกล่าวก่อนเดินจากไป แต่นางแท้จริงไปแอบดูบุรุษสองคนที่นางจะฝากชีวิตไว้ นางอยากเห็นว่าคนไหนจะเหมาะสมให้ฝากชีวิตระยะยาว
       "เจ้าแซ่หลี่สินะ  อ่อนปวกเปียกขนาดนี้จะปกป้องซือเอ๋อห์ไหวหรือเปล่าข้ายังข้องใจ"  จางจี้มองด้ยสายตาเหยียดหยามพลางยืดอกแสดงคามแข็งแกร่งของร่างกาย ดั่งปราการหินผาที่พร้อมปกป้องสาวงาม
       "ใยต้องใช้กำลังให้เหนื่อยเปล่า เป็นทุกข์แก่ร่างกาย  เพียงใช้สติปัญญาแลอุบายนิดหน่อย ย่อมหลบหนีภัยได้เสมอ"  เพียงมีอุบายในใจอุปสรรคใดๆย่อมพ่ายให้กับปัญญา  หลี่ซีซวนยอมโดนมองว่าอ่อนแอ  ไร้ค่า  เป็นพวกไม่เอาไหน และให้อักฝ่ายมองภาพออกมาเช่นนั้น
       "เพียงใช้อุบายอย่างนั้นหรือ เจ้าหนุ่ม  หากเกิดโดนโจรปล้นขึ้นมาระหว่างทาง  ซือเอ๋อห์ไม่ต้องพลอยโดนพวกมันจับตัวไปอย่างนั้นหรือ ? มีเพียงผู้แข็งแกร่งจึงเอาชนะพวกมันได้  เจ้ารังแต่จะพาให้แม่นางไปลำบากกับเจ้าเสียเปล่า"  ชูกำมันขึ้นมา  แววตาประกายแห่งความมุ่งมั่น พร้อมปกป้องผู้อ่อนแอกว่า
        "เจ้ามันพวกดีแต่ใช้กำลัง  หากเกิดโจรปล้นระหว่างทางใยต้องรอมันยื่นดาบ  กระบี่ข้างกายข้าคงตัดหัวมันก่อนแล้ว  บางครั้งเราต้องใช้ปัญญาต่อเมื่อมันไม่ได้ผล ค่อยต่อสู้ด้วยกำลัง"หลี่ซีซวนปลดกระบี่ขึ้นมาวางบนโต๊ะด้วยความคล่องแคล่ว ดูไม่เหมือนคนเพิ่งจับอาวุธ  "ส่วนข้าจะพาโจ่วซือไปลำบากหรือไม่? ยังไม่ถึงรอบให้คนเช่นเจ้าต้องมากังวล  บ้านข้าแดนเจียงหนานพร้อมรอนางไปร่วมอาศัยชายคาด้วยกัน  บ่าวไพร่พร้อมสรรพเรียกขานใช้งานได้ทุกเมื่อ ทั้งบ้านข้ายังมั่งมีด้วยทรัพย์สมบัติ นางมีใช้จนวายปราณ"  ใจจริงมิอยากเปิดเผยขุมทรัพย์เบื้องหลัง แต่เพราะต้องชนะในสนามนี้ให้พ่ายยับในมือมัน  ย่อมเป็นไปไม่ได้
       "ที่แท้ก็พวกลูกคุณรวย คหบดีมีทรัพย์นี้เอง  สตรีคนใดอยู่กับเจ้าคงไม่ต้องกลัวว่าลำบากแล้ว "  มันเริ่มช่างใจกับคนตรงหน้า นึกว่าพวกเสเพล เหลาะแหละ
       "บ้านของข้าที่เจียงหนาน มันเป็นเงินของข้าเอง ครอบครัวไม่ได้ช่วยอันใด  และข้าก็มั่นคงในรักโจ่วซือเสมอมา หากนางอยากให้มีอนุ ข้าย่อมไม่ขัดในนาง"  หลี่ซีซวนจำต้องมีการข่มไว้บ้าง  มิเช่นนั้นจะไม่มีอะไรไปสู้มันได้เลย
      


     - หากสามารถแก้ปัญหาสถานการณ์นี้ได้ ได้รับโบนัสความสัมพันธ์จากโจ่วซือ+40 และจดหมายนัด....กับโจ่วซือที่ลั่วหยาง -


ธาตุ-ปีนักกษัตร
ไม้-หยิน ปีมะเส็ง

เอฟเฟคหัว-หัวคลั่ง
+5 ความสัมพันธ์เมื่อเจอคนหัวชั่ว
+10 ความชั่วเมื่อเจอคนหัวชั่ว / หัวเลว




←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตำราเลี่ยจื่อ
ม้าเฟิ่งหวง
กระบี่ร้อยกฎ
เตากำยาน
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x55
x2
x4
x3
x1
x3
x8
x3
x15
x19
x20
x20
x10
x1
x1
x1
x1
x9
x6
x10
x1
x2
x30
x3
x10
x2
x1
x3
x15
x35
x2
โพสต์ 2021-11-17 19:02:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  ร้านติ่มซำแห่งนึง.. เมืองอันติง...


                                  ด้วยความสับสนของทางที่ไป การเดินทางของเหวินเส้าเทียนเองนั้นไม่ค่อยจำเป็นผู้เป็นคนเท่าไหร่นัก พูดง่ายคือตอนนี้เขาไปไม่ถึงฉางอัน แต่ดันไปโผล่เมืองอันติงแทน..


                                  ม้าสำหรับเขานั้นไม่มีความหมาย จะกลายเป็นตัวเขาเองที่จตะเป็นภาระกับม้าแทน การเดินจึงเป็นสิ่งที่เขานั้นถนัดที่สุดสำหรับชายร่างยักษ์ที่ชอบเดินทาง.. บางครั้งเขาก็มักจะหาเหตุในการเดินทางออกนอกเส้นทางไปเพราะความสะดวกและความน่าสนใจของเส้นทาง อย่างเช่นในครั้งนี้.. เส้นทางไปฉางอันนั้นดูจะไม่น่าสนใจสำหรับเขาเท่าไหร่ันก ประจวบกับเขาหันไปเจอทางแยกอีกทาง เขาจึงหันไปอีกเส้นทางอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะมาถึงที่แห่งนี้


                                   ก่อนที่จะออกจากซีฝู่มา เขาได้แวะหักกินอาหารก่อนที่จะเดินทาง มาถึงตอนนี้ความหิวของเขายังถูกเติมเต้มด้วยบะหมี่ของเถ้าแก่ที่เมืองซีฝู่จึงทำให้กลิ่นติ่มซำของที่นี่แม้ว่าจะหอมเย้ายวนเพียงใด ก็หาได้ทำให้เขารู้สึกหิวขึ้นมาได้เท่าไหร่นัก แต่กับสิ่งที่หนย้าสนใจนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้านติ่มซำเท่าไหร่ นั่นคือป้ายประกาศที่ด้านในนั้นมีป้ายประกาศติดอยู่


"ตงหลัน..

ลูกทรพี ไม่กตัญญูบิดา..

ปฏิเสธงานแต่งที่บิดาหมั้นหมาย..

ใครเจอตัวและจับมาได้ มาหาข้าที่อันติง"


                                  "อืมม.. ปัญหาครอบครัว นี่ล่ะน้าผู้แม่รังแกลูก.." ชายร่างยักษ์แอบบ่นพึมพำต่อหน้าป้านนั่นพลันคนที่หันมาเห็นต่างก็ร้องเหวอและรีบเดินหนีหายออกไปจากหน้าป้ายนั้น



                                 " เฮ้อ เอาเถอะ.. มันอาจจะเป้นธุระของข้าไม่วันใดก็วันนึง ถ้าข้าจำชื่อของคนๆนี้เอาไว้น่ะนะ"



                                 จากนั้นชายร่างยักษ์ก็พาดพลองยางขึ้นบ่าและเดินจากไป....



.....................

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เตากำยาน
รถม้าใหญ่
ทวนสามพยัคฆ์
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x91
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x200
x100
x100
x100
x100
x100
x200
x200
x200
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x94
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x10
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x94
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x100
x200
x1969
x2
x316
x9
x276
x130
x129
x145
x18
x236
x17
x184
x222
x217
x194
x197
x184
x181
x275
x99
x166
x1
x4
x1
โพสต์ 2021-12-4 12:29:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fenyue เมื่อ 2021-12-7 19:30

        
⌜132⌟
   
บทที่ 23
ชีวิตประจำวันที่อันติง
ฉากที่ 1
      
          แม้จะไม่เท่าเมืองหลวงทว่าการใช้ชีวิตของชาวเมืองอันติงก็มีชีวิตชีวาไม่ได้แตกต่าง ระหว่างที่เด็กหนุ่มสาวจูงม้าทั้งสองเดินไปตามย่านการค้าของเมืองที่คึกคักและแอบซ่อนความยากไร้ของผู้ด้อยโอกาสเป็นฉากหลังจนไม่รู้ว่าสิ่งใดคือฉากหน้ากันแน่ แต่ดูจากสีหน้าท่าทางสุขุมทว่าสายตาสอดส่องเส้นทางไปทั่วตงฮั่วจะสนอกสนใจเมืองที่เขาไม่ค่อยได้แวะเวียนมาอยู่ไม่น้อย กระนั้นสิ่งที่เด็กหนุ่มเปิดฉากสนทนาหลังออกจากจุดพักม้ากลับไม่ใช่เรื่องนี้
         
          “พูดถึงจดหมายชวนมางานบุญ.. หากว่าข้าอยากจะชวนสหายมาสักสองสามคนเจ้าจะว่าอะไรไหม”
         
          “สหายหรือเจ้าคะ?”
         
          ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นเด็กสาวก็ทำตาโตยกมือป้องปากด้วยท่าทางเกินจริง คนที่เดินมาด้วยข้าง ๆ ถึงกับหรี่ตามอง
         
          “อะไร ตกใจอะไรของเจ้าน่ะ?”
            
          “ข้านึกว่าตงฮั่วจะมีสหายเพียงแค่คุณชายหลิวเสียอีกเจ้าค่ะ”
         
          “ข้าก็ไม่ได้เพื่อนน้อยขนาดนั้น”
         
          เขาตอบไปพลางก็นึกขำ ไม่รู้ว่าภาพลักษณ์ตนเองในหัวสหายสาวเป็นเช่นไรไปแล้ว เป็นคนไร้เพื่อน คนไม่คบเพื่อน หรือเป็นคนที่เพื่อนไม่คบ แต่จริง ๆ แล้วซูตงฮั่วก็มีสหายเป็นปกติเหมือนคนอื่น
         
          “เช่นนั้นเอง ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจเจ้าค่ะ” มือน้อย ๆ เลื่อนลงมาลูบอกพร้อมพรายยิ้มโล่งใจราวกับว่าคุณแม่ที่ทราบว่าลูกชายวัยเยาว์ออกไปเล่นแถวบ้านแล้วพบเจอสหายเป็นวันแรก “ถ้าอย่างนั้นจะกลับไปส่งจดหมายชวนเลยหรือเปล่าเจ้าคะ เพิ่งออกมาจากคอกม้าได้ไม่ไกล” พูดจบก็หยุดเดินแล้วเหลียวหลังกลับไปยังจุดพักม้าแมวสามสีที่เพิ่งจากมา
         
          “ไม่เป็นไร เรื่องนั้นเอาไว้เดี๋ยวข้าจัดการเอง ขอแค่ให้เจ้าช่วยเขียนบัตรเชิญเพิ่มมาหน่อยก็พอ”
         
          “ได้สิเจ้าคะ ยินดีเจ้าค่ะ!” เฟินเยว่ยิ้มกว้างจนตาหยีปิด “ว่าแต่สหายของตงฮั่วเนี่ย.. มีใครบ้างหรือเจ้าคะ?”
         
          “คนแรกคือพี่กัวเลี่ยง เขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับข้า คนที่สองพี่ลี่หรู นางเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย ส่วนคนสุดท้ายคือพี่หรงซือ”
         
          “พี่น้องร่วมสาบาน.. สหายร่วมเป็นร่วมตาย.. หมายความว่าสนิทยิ่งกว่าคุณชายหลิวอีกอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”          
         
          “อา… ก็ประมาณนั้น”
         
          เฟินเยว่ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ฟังความสัมพันธ์ที่ดูเป็นพิเศษอย่างนั้นจนรู้สึกว่าอยากจะมีตำแหน่งเช่นนั้นบ้าง แต่ว่านางเป็นคนเพื่อนน้อย คนรู้จักที่สนิทสนมก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนร่วมงานเก่าด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นคงยากที่จะเป็นพี่น้องร่วมสาบานหรือสหายร่วมเป็นร่วมตายกับใคร เนตรสีอ่อนเหลือบมองไปทางสหายหนุ่มแล้วก็ส่ายหน้า ไปขอให้คนที่มีใจต่อกันเป็นพี่น้องร่วมสาบานก็คงจะไม่ดี หากให้เขาอยู่สถานะนั้นแล้วคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ในอนาคต
         
          “คงไม่ใช่ว่ากำลังคิดจะให้ข้าเป็นสหายร่วมสาบานกับเจ้าหรอกนะ ฮื่ม ไม่เอาหรอก ข้าไม่อยากเป็นคนกินเพื่อน”
         
          “กะ.. กินเพื่อนอะไรกันล่ะเจ้าคะ ยังไม่ได้กินอะไรสักหน่อย”
         
          ได้ยินบทสนทนาก็ทำเอาพวงแก้มของเด็กสาวร้อนวาบขึ้นมา นางรู้เจตนาของอีกฝ่ายดีแต่แค่เขาใช้คำไม่ถูก แต่ถึงตั้งใจจะพูดเช่นนั้นก็ไม่คิดปฏิเสธอยู่ดี…
         
          ‘ว้าย ๆ เยว่เอ๋อร์คนบ้า คิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้!’
         
          ทางด้านคนพูดก็เพิ่งรู้ตัวว่าใช้คำไม่ถูก ใบหน้าก็พาลจะลามขึ้นสี แต่ด้วยความเป็นบุรุษเขาจึงต้องเก็บอาการไม่แสดงออกอะไรไปมากกว่าเสียงกระแอมไอ
         
          “อะแฮ่ม! ที่ข้าอยากชวนก็มีทั้งหมดสามคนนี้นี่แหล่ะ”
         
          “ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นกลับไปบ้านแล้วข้าจะเขียนบัตรเชิญเพิ่มให้ใหม่นะเจ้าคะ”
         
          เด็กสาวยกมือลูบแก้มที่กำลังสุกเปล่งให้ลดสีและสำรวมอาการลงแม้จะยังคงมีท่าทีกระมิดกระเมี้ยนอยู่บ้าง ดู ๆ ไปอาจจะดูน่ารักดี หรือดูอีกทีก็น่าหมั่นไส้

.
.
.
         
          เดินต่อมาไม่ถึงครึ่งเค่อก็มาถึงร้านติ่มซำหมีฟ่านกว่านที่อยู่ใกล้ ๆ กับจุตรัสใจกลางเมือง เด็กสาวเลือกช่วงเวลายามอู่ในการเข้าพบเถ้าแก่เนี้ย เพราะรู้ดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงปิดการขายรอบเช้าและเข้าสู่การเตรียมตัวในรอบเย็น ทางร้านจึงพอจะมีเวลาว่างอยู่สนทนากันได้โดยไม่รีบเร่ง ด้วยความเคยชินเด็กสาวจึงพาสหายหนุ่มเข้าไปยังด้านหลังร้านติ่มซำ
         
          “สวัสดีเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย”
         
          “อ้าว เยว่เอ๋อร์นี่” สตรีเจ้าของร้านผินใบหน้าไปหาตามเสียงเรียก นางวางงานที่กำลังทำลงก่อนจะรีบรุดไปหาแล้วจับไม้จับมือเด็กสาวผู้ที่เพิ่งมาถึง “เจ้าไม่ตอบจดหมายเลยนึกว่าจะเป็นอะไรไปเสียแล้ว”
         
          “แฮะ ๆ ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ พอดีว่าข้าได้รับจดหมายช้าไปหน่อย แล้วตอนที่ได้รับก็เป็นตอนที่กำลังจะกลับมาอันติงพอดีเลยคิดว่ากลับมาหาน่าจะถึงก่อนจดหมายส่งมาถึงน่ะเจ้าค่ะ เถ้าแก่เนี้ยสบายดีนะเจ้าคะ?”
         
          “อื้ม ข้าสบายดี ทุกคนก็สบายดี ฉีปังออกไปซื้อวัตถุดิบช่วงบ่ายเดี๋ยวสักพักก็กลับมา ทำงานมาสามเดือนเขาคล่องขึ้นเยอะ ส่วนอาฉิงพอหมดงานข้าก็ให้เขากลับไปดูแลมารดาที่บ้านน่ะ แล้วเจ้าล่ะ เป็นอย่างไรบ้างหืม?”
         
          “ข้าสบายดีเจ้าค่ะ ท่านแม่ของอาฉิงยังคงอาการไม่ดีอยู่สินะเจ้าคะ เห็นทีว่าหากมีเวลาข้าคงไปเยี่ยมเยียนบ้างแล้วล่ะ.. อ้อ แล้วก็”
         
          เฟินเยว่หันไปมองทางเด็กหนุ่มที่มาด้วย เขายืนตัวแข็งเกร็งอย่างไม่เป็นธรรมชาติ คงด้วยความไม่ชินที่ต้องเข้าสังคม ปกติเวลาที่นางทำธุระกับใครตงฮั่วก็มักจะทำทีไม่สนใจหรือไม่ก็ขอออกไปรออยู่ข้างนอก แต่คราวนี้นั้นแตกต่างเพราะเถ้าแก่เนี้ยหมีต้องการพบเจอ และหญิงสาวคนนั้นก็เปรียบเสมือนญาติมิตรอีกคนของเด็กสาวที่ควรจะแสดงด้านดีออกมาให้เห็นมากกว่าการเมินเฉยใส่
         
          “ทางนี้คือคุณชายซูเสวียนจินเจ้าค่ะ เป็นสหายที่คอยช่วยเหลือข้าตามที่เคยเล่าไว้ในจดหมาย”
         
          “คารวะเถ้าแก่เนี้ย ข้าซูเสวียนจิน ขอรับ”
         
          ตงฮั่วประสานมือกลางอกพร้อมกับค้อมคำนับฉบับจอมยุทธ์ แววตาคมของสตรีเจ้าของร้านหันมาประสานใส่ทันทีพลางพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ท่าทีการมองมิใช่เพื่อเหยียดแต่สายตาจ้องจับผิดก็ไม่ได้ปราณีปราศัยทำเอาคนตัวใหญ่หายใจไม่ทั่วท้อง คนอย่างซูตงฮั่วที่ผ่านโลกมามากมาย เข้าปะทะและเข่นคร่าโจรผู้ร้ายมาก็นักต่อนัก แต่ทำไมเขาถึงกลับรู้สึกกลัวเกรงหญิงสาวเจ้าของร้านติ่มซำจนเหมือนว่าตัวจะหดเล็กลงก็มิทราบได้
         
          “สวัสดีเจ้าค่ะ ข้าหมีกุ้ยหยา เจ้าของร้านติ่มซำหมีฟ่านกว่าน ยินดีที่ได้รู้จักนะเจ้าคะ”
         
          หลังพิจารณาท่าทีของเด็กหนุ่มอย่างถี่ถ้วนแล้วเถ้าแก่เนี้ยหมีก็เอ่ยทักทายเด็กหนุ่มอย่างมีมารยาทด้วยรอยยิ้มการค้าที่ชวนให้เสียวสันหลังวาบอยู่น้อย ๆ จากคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดมากลับรู้สึกว่าตอนนี้เขาได้ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หญิงสาวผละมือออกจากเฟินเยว่ก่อนที่จะจัดแจงน้ำชาและของว่างเพื่อรับแขก
         
          “อ๊ะ ข้าช่วยเจ้าค่ะ”
         
          ด้วยความคุ้นชิน เด็กสาวผู้เป็นแขกก็ไปช่วยเจ้าบ้านตระเตรียมน้ำชาให้เสียอย่างนั้น สองสาวหัวเราะกันคิกคักหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานชวนให้บรรยากาศมาคุเมื่อครู่ผ่อนคลายลงไป ทั้งสองสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบไปตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ระหว่างนั้นเถ้าแก่เนี้ยหมีก็ปรายตามาทางเด็กหนุ่มเป็นพัก ๆ ทำเอาคนถูกจ้องมองต้องนั่งหลังตรง ไม่นานพ่อครัวอย่างฉีปังก็กลับมา บุรุษผู้นี้ก็เป็นคนขี้อายเข้าสังคมไม่เก่งจึงได้ไปนั่งหลังตรงเป็นเพื่อนตงฮั่วไปอีกคน
         
          การสนทนาดำเนินต่อไปจนมาถึง..
         
          “ในวันที่สิบเจ็ด สือเอ้อร์เยว่ ข้าจะทำบุญบ้านเพื่อเป็นศิริมงคลเสียหน่อยน่ะเจ้าค่ะ ถ้าอย่างไรขอเรียนเชิญเถ้าแก่เนี้ยมาร่วมงานด้วยนะเจ้าคะ”
         
          เฟินเยว่เลื่อนสูจิบัตรเชิญไปพร้อมกับรอยยิ้ม

         
          “ได้สิจ๊ะ”
         
          เถ้าแก่เนี้ยหมีรับบัตรเชิญมาไว้พร้อมกับรอยยิ้มนุ่มนวล แม้ไม่ต้องพูดชมเชยแต่นางก็รู้สึกภาคภูมิใจกับความสำเร็จขั้นแรกของอดีตลูกน้อง จากเด็กตกยากที่หางานทุกอย่างมาทำเพื่อให้ได้มีอยู่มีกิน ผ่านไปไม่นานนางก็ตั้งตัวได้จนสามารถไถ่บ้านคืน แถมชื่อเสียงจากการช่วยงานเจ้าสัวใหญ่ยังโด่งดังมาถึงอันติง เรียกได้ว่าตอนนี้ ซุนเฟินเยว่ ได้กลายเป็นคนโด่งดังของชุมชนไปแล้ว
         
          “แล้วจากนี้เจ้าจะทำอะไรต่อหรือ? หากจะกลับมาทำงานที่ร้านเราก็ยินดีนะ”
         
          “ขอบพระคุณเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย แต่ว่า..” เฟินเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดเกรงใจ สายตาของนางเหลือบมองไปทางสหายหนุ่มเล็กน้อยราวกับว่าขอความมั่นใจหน่อย “ข้ากับสหายตั้งใจว่าจะลองกลับมาฟื้นฟูธุรกิจทางบ้านดูน่ะเจ้าค่ะ ข้ากับคุณชายซูแต่ก่อนที่บ้านเคยค้าขายผ้าไหมด้วยกันทั้งคู่ ไหน ๆ ทางบ้านเคยทำอะไรเหมือนกันแล้วจึงอยากจะลองดูสักหน่อยน่ะเจ้าค่ะ ระหว่างนั้นก็อยากที่จะช่วยดูแลเด็ก ๆ ในชุมชนไปด้วย ต้องขอโทษด้วยนะเจ้าคะที่ต้อง..”
         
          “ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจอยู่หรอก แต่เจ้าทำถึงสองอย่างเชียวหรือ งานหนักไม่เบา ไหวแน่นะ?”
         
          “แหะ ๆ ข้าไม่มั่นใจเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ก็อยากจะลองดู เอาไว้หากไปไม่รอดอาจจะต้องขอกลับมาทำงานที่ร้านหน่อยนะเจ้าคะ”
         
          “โอ๊ย ไปไม่รอดอะไรกัน เจ้าน่ะเก่งจะตาย” หมีกุ้ยหยากลั้วหัวเราะพลางโบกมือไปมากลางอากาศ “เจ้าจะดูแลเด็กด้วยสินะ ถ้าอย่างนั้นช่วยพาอาฉิงไปสอนหนังสือด้วยได้หรือเปล่า เด็กคนนั้นเรียนรู้ไว น่าเสียดายความสามารถหากโตไปไม่รู้หนังสือ ข้าเองก็ไม่มีเวลาว่างพอที่จะสั่งสอนเข้า จึงอบรมเท่าที่จะเป็นไปได้”
            
          “ได้สิเจ้าคะ ถ้าอย่างไรไว้ตอนไปเยี่ยมท่านแม่อาฉิงข้าจะลองแจ้งพวกเขาดู”
         
          “อื้ม ดีแล้วล่ะ”
         
.
.
.

          การสนทนาผ่านเลยไปเกือบหนึ่งชั่วยาม กว่าจะรู้ว่าคุยกันเพลินกาในชาก็หมดลงพอดี…

          “อุ๊ย นี่ข้ารบกวนเวลาเถ้าแก่เนี้ยมามากแล้ว เดี๋ยวข้าขอตัวก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
         
          เด็กสาวกล่าวด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจก่อนที่จะทำท่าจะยกถ้วยชาไปเก็บล้างให้แต่ก็ถูกปรามเอาไว้เสียก่อน
         
          “ตอนนี้เจ้าเป็นแขกนะ อย่าลืมสิ” หมีกุ้ยหยากลั้วหัวเราะก่อนที่จะฉวยถาดชาออกมาจากมือ “อืม.. แต่หากว่าเจ้าอยากช่วยล่ะก็..” สายตาหญิงสาวเหลือบมองไปทางแขกอีกคนก่อนจะหันกลับมาสบมองกับคู่สนทนาราวกับอยากจะส่งสัญญาณบางอย่างว่าอยากจะคุยกับเด็กสาวเพียงสองคน “มาช่วยกันล้างที่หลังร้านก็แล้วกัน”
         
          “โอ้! เจ้าค่ะ!”
         
          เฟินเยว่ตอบรับคำอย่างแข็งขันก่อนที่จะตามเถ้าแก่เนี้ยออกไปล้างถ้วยชามที่หลังร้าน เมื่อสองสาวจากไปเด็กหนุ่มที่เป็นแขกก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะมีท่าทีที่ผ่อนคลายลง จะมีก็แต่พ่อครัวของร้านที่ยังดูเกรง ๆ เพราะว่ากลัวคนหน้าดุ…
         
.
.
.
         
          “คุณชายซูเขาดูเป็นคนพูดน้อยนะ”
         
          “เจ้าค่ะ คุณชายซูเขาเข้าสังคมไม่เก่ง แต่พอสนิทกันแล้วกลับเป็นฝ่ายชวนข้าคุยเสียอีกเจ้าค่ะ” นึกไปแล้วเฟินเยว่ก็ขำคิก แรก ๆ ที่พบกันในถ้ำมีบ่อยครั้งเหมือนกันที่นางถูกเขาเมินใส่ “แต่เห็นแบบนั้นคุณชายซูก็เป็นคนดีนะเจ้าคะ เขาช่วยเหลือข้าไว้มากมาย และยังจริงใจมีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ ”
         
          “งั้นเหรอ แล้วแบบนี้เขาได้คุยเอาไว้หรือยัง เรื่องของอนาคตน่ะ”
                 
          “เจ้าค่ะ” เฟินเยว่พยักหน้าด้วยความขวยเขิน “แต่ว่าคงอีกนานน่ะเจ้าค่ะกว่าจะได้เข้าพิธีสมรส คุณชายซูมีธุระบางอย่างที่อยากจะจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะได้แต่งงาน ช่วงนี้จึงขอคบหาดูใจกันแบบสหายไปกันก่อนน่ะเจ้าค่ะ”
              
          “แปลกจัง ปกติเห็นพวกผู้ชายจะรีบ อื่ม..” เถ้าแก่เนี้ยหมียกมือทาบปลายคางท่าทางครุ่นคิด อย่างสามีเก่านางยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างแต่ก็รีบมาสู่ขอ อย่างว่าจุดประสงค์ของบุรุษที่มีต่อสตรีก็มีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง และความรักที่แท้จริงมันก็ไม่มีอยู่บนโลกอย่างที่ลมปากเขาว่ากัน “ข้าก็ตอบไม่ถูกหรอกนะว่าจะดีหรือไม่ดี ข้อดีคือเจ้าจะยังไม่เสียอะไร แต่ข้อเสียก็คือเสียโอกาสและไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าที่คุณชายซูจะทำสิ่งนั้นสำเร็จ และท่าทางของเขาดูเป็นชาวยุทธ์ สิ่งที่ว่าคงไม่ใช่เรื่องอย่างทำงานตั้งตัวหรอกใช่ไหม เรื่องอะไรกันนะ? ล้างแค้นอย่างนั้นหรือ?”
         
          “แค่ก! เถ้าแก่เนี้ยรู้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ แต่ก็ไม่เชิงว่าล้างแค้นเสียทีเดียวหรอกเจ้าค่ะ เอ่อ.. เดิมทีอาจจะใช่ แต่ว่าข้าเกลี้ยกล่อมเขาจนให้มันไปลงที่ช่วยฟื้นฟูแผ่นดินไปพร้อมกับ.. การล้างแค้นน่ะเจ้าค่ะ…” ประโยคหลังนางพูดได้ไม่เต็มเสียง เพราะสุดท้ายก็วกกลับมาที่การล้างแค้นอีกอยู่ดี
         
          “ฟังดูน่ากลัวจัง จะไม่เป็นไรแน่ใช่ไหม? ข้ากลัวเหลือเกินว่าเขาจะลากเจ้าเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันตราย”
         
          “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ คิดว่านะเจ้าคะ.. ข้าพยายามคุมเขาไม่ให้อยู่นอกสายตาอยู่ แต่เท่าที่เห็นก็ไม่เห็นว่าคุณชายซูไปทำเรื่องที่ไม่ดีนะเจ้าคะ ข้าอยู่กับเขาตลอด คุณชายซูไม่น่าจะไปก่อเรื่องอะไรเข้าได้”
         
          “ข้าชอบคำว่า ‘คุมเขา’ จริง ๆ ”
         
          เถ้าแก่เนี้ยหัวเราะอย่างได้ใจ หากริจะคู่ก็ต้องเชิดชูเมีย พอดียินเช่นนั้นไม่รู้ทำไมจากที่ตั้งแง่ในด้านลบถึงได้มองเด็กหนุ่มที่กำลังพูดถึงดีขึ้นมาเพราะแค่ว่าเฟินเยว่คุมเขาได้แม้จะเป็นแค่ช่วงเริ่มต้นของการคบหาดูใจกันก็ตาม
         
          “อา.. ก็ไม่อยากจะใช้คำว่าคุมเขาหรอกเจ้าค่ะ แต่ว่า.. อย่างไรก็เป็นห่วงน่ะเจ้าค่ะ กับเรื่องศัตรูคุณชายซูมักจะพุ่งเข้าไปต่อสู้ด้วยเสมอโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ห่วงสนใจตัวเอง ข้ากลัวว่าเขาจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียมากกว่า..”
         
          พูดไปก็ถอนหายใจ แม้ช่วงนี้จะไม่ค่อยมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วก็ตาม
         
          “มันก็คงเป็นเรื่องของผู้ชายที่ผู้หญิงอย่างเราเข้าใจยากล่ะนะ.. เอาล่ะ ล้างถ้วยกันมานานแล้ว ออกมานานกว่านี้จะดูผิดสังเกตเอา”
         
          “จะ.. จริงด้วยเจ้าค่ะ”
         
          เฟินเยว่ยิ้มจืด นางไม่อยากจะมีเรื่องปกปิดสหายแต่การพูดถึงเขาเช่นนี้จะคล้ายกับนินทาหรือไม่นะ ไม่หรอก ก็แค่พูดถึงให้ฟังเฉย ๆ แต่เจตนาของนางก็ดีต่อเขาเสมอมา เมื่อล้างถ้วยชาเสร็จสองสาวก็กลับเข้าไปที่ครัวพาตงฮั่วออกมา แล้วร่ำลากันพอเป็นพิธี

.
.
.
         
          “อ้อ ใช่ ข้าพาไป๋ไป๋มาคืนเถ้าแก่เนี้ยด้วยเจ้าค่ะ”
         
          “โอ้ ไป๋ไป๋เหรอ ไม่ได้เจอกันซะนานเลย” หมีกุ้ยหยาตรงเข้าไปลูบเถาคอเจ้าม้าขาวที่บุกป่าฝ่าดงกันมาจากลั่วหยางถึงอันติง มันเสมือนกับเป็นสหายคู่ทุกข์คู่ยากยามเมื่อลำบากฝ่าฟัน เถ้าแก่เนี้ยให้เฟินเยว่ยืมมันในการเดินทางตามหาพี่ชาย นี่จึงเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบหลายเดือน เจ้าม้าขาวก็มีท่าทีดีใจเมื่อได้พบหน้าเจ้าของเก่าแสดงว่ามันยังคงจำนางได้ “แต่ว่าไม่ต้องคืนหรอก ข้ามีม้าใหม่มาใช้งานแล้ว และหากรับคืนมาก็ไม่มีที่อยู่ให้มันแล้วด้วย เจ้ารับเอาไว้เถอะ ถือว่าเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ล่วงหน้าก็แล้วกัน”
         
          “อ๊ะ… เอาอย่างนั้นหรือเจ้าคะ? ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ยหมี”
         
          เด็กสาวค้อมศีรษะรับ นางเองก็ผูกพันกับไป๋ไป๋อยู่มากแม้พักหลังจะไม่ได้เป็นผู้ขี่ แต่อย่างน้อยก็ได้ร่วมทางกันมาตลอด เมื่อได้รู้ว่าจะได้เป็นเจ้าของเต็มตัวและไม่ต้องจากมันไปก็ดีใจอย่างบอกไม่ถูก
         
          “ข้ารบกวนเวลามามากแล้ว ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
         
          “อื้ม เอาไว้มาเที่ยวที่ร้านบ่อย ๆ นะ แล้วเจอกันวันขึ้นบ้านใหม่”
         
          “แล้วพบกันใหม่เจ้าค่ะ”
         
          “แล้วพบกับใหม่ขอรับ”
         
          เมื่อร่ำลากันเสร็จเรียบร้อยธุระของวันนี้ก็จบลง เหลือเพียงแค่ต้องเตรียมการทำบุญบ้านและทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยที่ฉางอัน…

.
.
.





ตัวละครหลัก ซุน เฟินเยว่

อัตลักษณ์ผิวเป็นฝ้ากระ
-20 EXP จากการโรลทำงานในช่วงกลางวัน
หรือ โรลเดินทางช่วงกลางวัน (เรียลไทม์)
+15 ความเครียด เมื่อต้องทำอะไรก็ตามในช่วงเวลากลางวัน

เอฟเฟคความสัมพันธ์
[152] ซู ตงฮั่ว [มาร] มอบ เกี๊ยวสี่ฤดู
+10 ความสัมพันธ์ จากการคนธาตุและปีเดียวกัน
+10 ความสัมพันธ์กับขุนนางในสภา (ขยัน)
+15 ความสัมพันธ์กับคนที่คุยด้วย (หูดี)
-10 ความสัมพันธ์กับขุนนางในสภา (ผิวเป็นฝ้ากระ)
+10 ความโหดเมื่อเจอคนหัวมาร



ใช้งาน [152] ซู ตงฮั่ว

ลักษณะนิสัยรักสันโดษ
-10 ความสัมพันธ์กับผู้อื่น

อัตลักษณ์แข็งแรง
+5 ความสัมพันธ์กับคนที่ให้ความสนใจ

อัตลักษณ์คิ้วพยัคฆ์
+10 EXP จากการโรลเพลย์สร้างความหวาดกลัวแก่ผู้อื่นให้เกรงกลัวเรา





                  

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พยัคฆ์ตงเทียน
หยกเชื่อมสัมพันธ์
พู่กันเหวิ่นเซ่า
ถุงหอมจูอวี๋
กลยุทธ์เล่ออี้
บทเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักร
หน้ากากขาว
เกราะเกล็ดมังกร
ผ้าคลุมไท่หลง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x32
x1
x439
x500
x73
x500
x26
x498
x500
x10
x2
x9
x1
x400
x1
x1
x5
x28
x8
x591
x228
x228
x500
x2514
x18
x14
x1
x5
x1
x2
x100
x5
x50
x100
x3
x3
x10
x2
x47
x64
x6
x9
x2
x71
x1
x24
x95
x50
x86
x150
x260
x150
x150
x46
x46
x2
x2
x6
x2
x2
x34
x4
x1
x8
x1
x2
x7
x5
x8
x7
x110
x7
x74
x45
x3
x30
x63
x74
x79
x2
x71
x68
x6
x45
x50
x160
x316
x3
x220
x48
x35
x168
x12
x10
x25
x1
x13
x6
x4
x6
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

อย่าลืมเข้าสู่ระบบนะจ๊ะ เข้าสู่ระบบตอนนี้ หรือ ลงทะเบียนตอนนี้

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้ 🍪 เพื่อการบริหารเว็บไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของท่าน (เรียนรู้เพิ่มเติม)

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้